เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 21 กรกฎาคม 2026 at 20:24.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,971
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,971
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Urcove by HYATT Hotel เมืองลาซา อยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส พวกเราต้องเตรียมตัวขึ้นรถกันโดยเร่งด่วน เนื่องเพราะว่าวันนี้จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปยังเมืองชิกัตเซ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ ๒ ของทิเบต อยู่ห่างจากชายแดนเนปาลไม่มากนัก แต่ห่างจากนครลาซาถึง ๓๖๐ กิโลเมตร โดยที่พวกเรามีเป้าหมายว่าจะแวะไปชมความงามของ "ทะเลสาบยัมดร็อก" และไปทำบุญที่ "วัดรื่อเต๋า" ซึ่งเป็นวัดโดดเดี่ยวกลางทะเลสาบนั้นด้วย

    เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เวลา ๗ โมงเช้าพลขับเตมีย์ใบ้ของเราก็นำรถวิ่งยาว ๆ ย้อนเส้นทางกลับไปทางสนามบินลาซากังกา พวกเราผ่านอุโมงค์หลายครั้ง จนกระทั่งประมาณ ๐๗.๕๕ น. ของเมืองจีน จึงมาแวะร้านอาหารที่บริเวณใกล้เคียงสนามบิน วันนี้พวกเราทุกคนสั่งอาหารเป็นบะหมี่ หรือวุ้นเส้น ซึ่งอยู่ในลักษณะคล้ายกับต้มจืดวุ้นเส้น กับเซาปิ่งไส้เนื้อ ซึ่งแต่ละคนก็เก้ ๆ กัง ๆ ทำอะไรไม่ถูก กระผม/อาตมภาพก็เลยต้องแสดงให้ดูว่าการถือเซาปิ่งด้วยมือซ้ายกัดคำหนึ่ง พร้อมกับตักน้ำซุปของวุ้นเส้นซดเข้าไปคำหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร ทุกคนถึงได้รู้วิธีกิน..!

    เมื่ออิ่มกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็มุ่งตรงยาว ๆ ต่อไป โดยที่ถนนหนทางนั้นก็ไม่ดีนัก ยิ่งวิ่งไปก็ยิ่งต้องออกนอกเส้นทางเรื่อยไป กระผม/อาตมภาพถาม "ดร.ดอย" (ดร.ภาณุพงศ์ วังประภา) และ "ทิดเฟิร์ส" (นายบัณฑิต เอี่ยมตระกูล) ว่า ครั้งที่แล้ว กระผม/อาตมภาพมากับ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) และ "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) นั้น ทะเลสาบยัมดร็อกไม่ได้ไปทางด้านนี้

    "ดร.ดอย" ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าทัวร์แบบขาด ๆ เกิน ๆ อธิบายว่า เราจำเป็นต้องไปทางด้านนี้ เนื่องเพราะว่าจะไปที่วัดรื่อเต๋าก่อน ถ้าหากว่าไปทางด้านเหนือที่หลวงพ่อเคยไป แล้วต้องวิ่งย้อนกลับมาที่ทางด้านตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดรื่อเต๋านั้น เมื่อทำบุญเสร็จ เราต้องวิ่งย้อนกลับไปทางเดิมอีก จะเสียเวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว..!

    เมื่อทราบดังนั้น พวกเราจึงได้กัดฟันทนการกระแทกกระเทือนของรถยนต์ ไปตามถนนที่ดีบ้างเสียบ้าง จนกระทั่งบางช่วงที่ขึ้นเขา ก็มีบรรดามวลมหาประชาชนจีน ซึ่งไม่รู้ว่าซื้อใบขับขี่มาหรืออย่างไร ? ขวางรถอยู่บนถนนครึ่งค่อนคัน ทั้ง ๆ ที่ถนนก็ใหญ่กว่ารถนิดเดียว พ่อเจ้าประคุณเก้ ๆ กัง ๆ เรายิ่งบีบแตรก็ยิ่งมือไม้สั่น ทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งโชเฟอร์เตมีย์ใบ้ของเราเกิดอารมณ์ขึ้นมา ก็เลยเปิดหน้าต่างออกไปตะโกนภาษาทิเบตชุดใหญ่ ๆ คงประมาณว่า "ขับรถแบบนี้คุณมึงซื้อใบขับขี่มาหรืออย่างไรวะ..!?"
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,971
    พวกเราวิ่งมาจนกระทั่งถึงจุดชมวิวทะเลสาบยัมดร็อกที่ความสูง ๔,๙๖๐ เมตร โดยที่ต้องผ่านด่านเก็บเงินเสียด้วย ตอนแรกก็สงสัยว่าอากาศ ๑๑ องศาเซลเซียส ทำไมถึงได้หนาวนัก ? เนื่องเพราะว่าพวกเราก็ล้วนแล้วแต่เคยชินกับอากาศหนาวกันมาทั้งสิ้น แต่เมื่อกดดูอุณหภูมิทางอินเตอร์เน็ต อยู่ที่ ๔ องศาเซลเซียสเท่านั้น..! ทำเอาพวกเราต้องคอย่นไปตาม ๆ กัน ถ้าหากว่าเวลาใกล้ ๑๐ โมงเช้ายังอยู่ที่ ๔ องศาเซลเซียส ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเช้ามืดนั้นจะขนาดไหน ?! เรื่องพวกนี้พูดไปคนทั่วไปเขาก็ไม่ค่อยจะเชื่อกัน แต่ว่าคนที่มาเจอด้วยตนเองนั้นแทบจะทำอะไรไม่ถูกเลย..!

    พวกเรารีบถ่ายรูปหมู่รูปเดี่ยว และหาห้องน้ำ ซึ่งมีป้ายชี้บอกให้อย่างสวยงามไปที่อาคารแห่งหนึ่ง แต่เดินเข้าไปกลายเป็นห้องครัวกับร้านกาแฟร้าง หาห้องน้ำห้องส้วมไม่เจอแม้แต่ห้องเดียว.. จนกระทั่งต้องเดินออกมาถาม "นาย Keldor" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นของเรา "นาย Keldor" ทำมือวน ๆ ว่าให้เดินอ้อมอาคารลงไปข้างล่างถึงจะเจอห้องน้ำ กระผม/อาตมภาพถอนหายใจเฮือก คุณมึงทำลูกศรชี้ตรง ๆ ไป แล้วดันมีอาคารขวางอยู่ ใคร ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องตรงไปที่อาคารทั้งนั้นแหละวะ..!

    เมื่อเข้าห้องน้ำห้องท่าเสร็จ พวกเราเลยได้ถ่ายรูปอีกจุดหนึ่ง เนื่องเพราะว่าวิวทางด้านข้างห้องน้ำสวยกว่าที่เขาจัดเอาไว้เสียอีก..! ถ่ายรูปไปก็ออกอาการ "น้ำตาจิไหล" ไป เสร็จสรรพเรียบร้อย ก็ต้องเผ่นขึ้นรถอย่างด่วนจี๋ เพราะว่าด้านนอกนั้นลมทะเลสาบแรงมาก อากาศ ๔ องศาเซลเซียส เลยดูเหมือนว่าจะหนาวหนักเข้าไปอีก..!

    พลขับของเราพารถคดเคี้ยววกวนอยู่ในลักษณะวิ่งลง ทำให้ค่อยยังชั่วขึ้น เพราะว่าเมื่อครู่นี้ ที่ความสูง ๔,๙๖๐ เมตร พวกเราก้าวยาว ๆ ยังรู้สึกว่าหายใจไม่ค่อยทัน ตลอดเส้นทางที่ผ่านไปมองเห็นวิวทะเลสาบยัมดร็อกเป็นระยะ ๆ แล้วมีด่านเก็บเงินอีกต่างหาก จนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๐.๕๕ น. ของเมืองจีน พวกเราก็มาถึงบริเวณริมทะเลสาบยัมดร็อกด้านตะวันออก มองเห็นเกาะโดดเดี่ยวอยู่ด้านหน้า เพียงแต่ว่าน้ำลดลงไปมาก ก็เลยทำให้มีสันเล็ก ๆ เป็นเส้นทางที่สามารถจะเข้าออกได้
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,971
    พวกเราลงไปก็เจอนกนางนวล ที่เหมือนกับใส่หน้ากากอยู่ฝูงหนึ่ง ซึ่งดูแล้วไม่กลัวคนเอาเสียเลย เมื่อเห็นมีฝูงม้าอยู่พวกเราก็รีบเข้าไปเช่าม้าเป็นการใหญ่ "นาย Keldor" ถามราคาแล้วว่า "ไปกลับ ๑๐๐ หยวน" พวกเรารีบส่งเงินให้แต่โดยดี

    เนื่องเพราะว่ามีประสบการณ์มาจากอุทยานย่าติง ที่เราจะไปเช่าม้า แต่เขาบอกว่าขอเวลาให้อาหารม้า ๒ ชั่วโมง พวกเราคิดว่า ๒ ชั่วโมง เราน่าที่จะเดินไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จึงไม่รอ ปรากฏว่าเดินหอบแฮ่ก ๆ ไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง ม้าทั้งหมดก็วิ่งแซงเราไปเสียแล้ว จึงทำให้รู้สึกว่าในความสูง ๔,๐๐๐ กว่าเมตรเช่นนี้ ถ้าหากว่าเราเดินขึ้นที่สูง ซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำนั้น อาจจะสิ้นชีวิตไปกลางทางเสียก่อน..! ทุกคนก็เลยยอมขี่ม้ากันแต่โดยดี แล้วให้เจ้าของม้าจูงเดินไปเรื่อย

    โดยเฉพาะเจ้าของม้าของกระผม/อาตมภาพนั้นช่าง "จ้อ" เหลือเกิน พูดภาษาทิเบตแล้วกระผม/อาตมภาพฟังไม่เข้าใจ พูดภาษาจีนมาก็ฟังได้ไม่กี่คำ พ่อเจ้าประคุณก็เลยเปิดโทรศัพท์ใช้แอพฯ แปลภาษาเสียเลย พอรู้ว่าเป็นคนไทยก็หันมาพูดภาษาไทยที่เพิ่งฟังมาหยก ๆ ว่า "สวัสดีครับ" แล้วก็ให้กระผม/อาตมภาพสอนภาษาไทยให้ กระผม/อาตมภาพเองนั่งหลังม้าไปก็ถ่ายรูปไป โดยที่เจ้าของม้าหันมาเตือนให้จับหัวอานม้าไว้เป็นระยะ ๆ แต่พอเดินไปสักระยะหนึ่ง ก็คงเห็นว่ากระผม/อาตมภาพนั่งม้าเป็นแน่นอน ถึงได้เลิกเตือนไปเลย

    พวกเราเดินขึ้นไปจนเกือบจะถึงตัวศาลาโดดเดี่ยวทางด้านบน ก็หยุดม้าลงตรงนั้น แล้วก็เดินขึ้นไปข้างบนศาลา มองลงไปข้างล่างเห็นทะเลสาบทั้งสองเชื่อมงมติดกันเข้ามาอย่างสวยงาม เมื่อขึ้นไปถึง พวกเราก็ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายใน โดยเฉพาะธรรมบาลต่าง ๆ ซึ่งคอยดูแลรักษาพระพุทธศาสนา จึงได้ถวายผ้าขะตะให้กับท่าน แล้วเจ้าอาวาสก็ชวนกระผม/อาตมภาพนั่งร่วมอาสนะเดียวกัน

    หลังจากที่พวกเราทำบุญกันเสร็จแล้วก็ยังไปไหนไม่ได้ เพราะว่าเจ้าอาวาสท่านนั่งขวางอยู่ในลักษณะ"จับตัวประกัน" รอจนกระทั่งพระอีกรูปหนึ่งนำเอาชานมมาถวาย แล้วก็เลี้ยงทุกคนด้วย กระผม/อาตมภาพซดเข้าไปคำแรกก็ร้อนวาบไปทั้งตัว เนื่องเพราะว่าชานมนี้ผสมเนยจามรีมาอย่างเข้มข้นมาก เมื่อซดหมดไป ๑ ถ้วย พอวางลงท่านก็เติมให้อีกถ้วยทันที เจ้าประคุณเถอะ..แต่ละถ้วยเกือบ ๓๐๐ ซีซีเห็นจะได้..!

    ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็ต้องซดต่อไป โดยที่ท่านเจ้าอาวาสหยิบโทรศัพท์มือถือของกระผม/อาตมภาพ ไปเขี่ยดูรูปนั้นรูปนี้ โดยเฉพาะหลวงพ่อทองคำ หลวงพ่อนาก หลวงพ่อเงินของวัดท่าขนุน พอรู้ราคาก็เบิ่งตาตี่ ๆ เสียจนโตเลยทีเดียว..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,971
    พวกเราเมื่อดื่มชานมกันเรียบร้อยแล้ว ก็ขอตัวเดินขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้องชั้นบน ซึ่งน่าจะเป็นห้องของอดีตเจ้าอาวาส แล้วก็กลับลงมา ขี่ม้าย้อนกลับมาทางเดิมทุกประการ ให้โชเฟอร์เตมีย์ใบ้ของเราวิ่งย้อนเส้นทางออกมา เพื่อไปหาอาหารรับประทานกันข้างหน้า

    จนกระทั่งมาถึงร้านอาหาร คราวนี้ทุกคนสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็คือสั่งบะหมี่น้ำหน้าเนื้อกันทุกคน..! กระผม/อาตมภาพซึ่งฉันน้ำมาก จึงขอตัวไปห้องน้ำเสียก่อน "นาย Keldor" บอกว่าห้องน้ำอยู่ด้านนอก ต้องเดินไปไกล กระผม/อาตมภาพบอกว่าไม่มีปัญหา เพราะว่าไม่กลัวพื้นที่สูงอยู่แล้ว

    ครั้นเดินออกจากห้องอาหารไปไม่ไกล ก็ได้กลิ่นลอยมาแต่ไกล เข้าไปข้างในห้องน้ำนั้นก็คือบรรดาส้วมหลุมไร้ประตูนั่นเอง เพียงแต่ว่าถ้าเป็นแบบราง อย่างน้อย ๆ ก็จะมีน้ำราดทิ้งให้บ้าง แต่ว่าส้วมหลุมแบบนี้ ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตข้างหน้า ก็ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากาอยู่ที่นั่นทั้งสิ้น..!

    เมื่อปัสสาวะเสร็จเรียบร้อยแล้ว กลับมาฉันหมี่เสียจนหมดชามแล้ว จากนั้นคว้าเอาผลไม้ที่ "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) อุตส่าห์ไปหาซื้อมาให้ทุกวัน โดยที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่า แต่ละอย่างที่ซื้อมานั้นธาตุเย็นสุด ๆ หลวงพ่อฉันเข้าไปแล้วก็ไข้จับอยู่ทุกวัน แต่ในเมื่อมีอย่างไรก็ฉันไปอย่างนั้น..!

    จนทุกคนถอนสมอขึ้นรถกันหมดแล้ว ยังเหลือกระผม/อาตมภาพฉันผลไม้อยู่คนเดียว เสร็จเรียบร้อยขึ้นไปบนรถเป็นคนหลังสุด บอกกับทุกคนว่ารถจอดอยู่หน้าส้วม ถ้าหากว่าไม่ฉันให้เสร็จก่อนต้องเสียบรรยากาศอย่างรุนแรงแน่ ๆ ทำเอาหลายคนยิ้มไม่ได้ หัวเราะไม่ออกไปตาม ๆ กัน..!

    รถของเราวิ่งยาว ๆ ต่อไป ซึ่งหนทางนั้นก็เลาะขอบทะเลสาบขึ้นไปทางด้านเหนือเรื่อย ๆ เห็นพื้นทะเลสาบยัมดร็อกซึ่งเป็นสีฟ้าจัดจ้า สวยงาม ต้องบอกว่าดูจนอิ่มกันเลยในครั้งนี้ คงจะเบื่อวิวทะเลสาบกันไปอีกนานแสนนาน..! จนกระทั่งวิ่งมาถึงถนนสายหนึ่ง ซึ่งถนนกับตัวรถนั้นแทบจะเท่ากันพอดี แถมยังเป็นภูเขาที่หนีบเข้ามากับกำแพงอีกต่างหาก..! ช่วงแรกก็ยังกว้างพอให้รถวิ่งไปได้ แต่พอถึงช่วงเกือบสุดท้ายนั้น ถ้าหากว่าไม่ระวัง มีหวังโดนขูดข้างรถกลายเป็นรอยแน่นอน..!

    เมื่อพลขับของเราขยับได้ที่ กระผม/อาตมภาพก็ร้องว่า "โอเค" แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า "กูเห็นอยู่คนเดียวนี่หว่า..!" คนอื่นเขาไม่เห็นแบบเรา พลขับของเราจึงต้องขยับแล้วขยับอีก กว่าที่จะมั่นใจว่าไม่กระทบแน่นอนถึงได้โผล่หลุดออกมา แล้วก็เจอว่ารถทางฝั่งนี้ ที่เป็นรถตรวจการบ้าง รถกระบะบ้าง หลายต่อหลายคันจอดอยู่เฉย ๆ ไม่กล้ามุดเข้าไป คงไม่นึกว่าอยู่ ๆ จะมีมินิบัสมุดออกมาแบบนี้เหมือนกัน..!

    จนกระทั่งประมาณ ๑๔.๒๐ น. ของเมืองจีน พวกเราก็หลุดออกจากทางสายรอง มาเข้าสายหลักทางด้านทิศเหนือของทะเลสาบ แต่ว่าบรรยากาศนั้นรู้สึกว่าจะไม่ต่างอะไรกับทางด้านทิศตะวันออก นอกจากจะมีจามรีให้ขี่มากกว่า และมีหมา Tibetan Mastiff ให้เราร่วมถ่ายรูปด้วยมากกว่า จึงตัดสินใจว่าไม่แวะแล้ว มุ่งตรงไปยังเมืองชิกัตเซเลยดีกว่า..!

    ทันทีที่ตัดสินใจแบบนั้น บรรยากาศก็มืดฟ้ามัวดิน ฝนตกทันที..! ต้องเจริญพรขอบพระคุณ "ท่านพ่อ" และคณะผู้ดูแลทั้งหมดที่ช่วยอนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ด้วยดีจนขนาดนี้..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,971
    พวกเราวิ่งมาจนกระทั่งถึงพื้นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสูงประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าเมตร เมื่อลงจากรถมาก็สะดุ้งเฮือก เนื่องเพราะว่าสถานที่นี้นั้นลมแรงมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่บ่าย ๓ โมงกว่าแล้ว อากาศยังอยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส แล้วลมแรงแบบนี้พวกเราคงสู้ไม่ไหวกัน "นาย Keldor" จึงบอกว่าให้พวกเรารีบลงไปถ่ายรูป รีบเข้าห้องน้ำแล้วกลับมาขึ้นรถใหม่ รีบขนาดนั้นก็ตาม "หม่าม้า" ยังอุตส่าห์ไปอุ้มลูกแกะถ่ายรูปอีกด้วย ทำเอาคนอื่นทึ่งในความสามารถไปตาม ๆ กัน..!

    จนประมาณบ่าย ๓ โมงครึ่งเศษ พวกเราก็ออกจาก "ธารน้ำแข็ง Karola Glacier" แห่งนั้น มุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมายของเรา ก็คือเมืองชิกัตเซ โดยที่ถนนหนทางตลอดนั้นก็มีความเจริญเพิ่มขึ้นทุกที จากที่เราวิ่งเข้าไป เมื่อมาถึงด่านตรวจใหญ่ ปรากฏว่าเขาต้องตรวจสอบรายชื่อ และให้เดินผ่านเพื่อถ่ายรูปทีละคนอีกตามเคย

    เมืองนี้ชื่อว่าเมืองกังเซ แต่เราไม่มีเวลาที่จะแวะ จึงต้องรีบเดินทางต่อ โดยที่มีรถมินิบัสอีก ๑ คันอยู่ข้างหน้า วิ่งนำเราอยู่เป็นระยะทางที่ค่อนข้างจะยาว กว่าที่จะมีช่วงให้พวกเราแซงได้ แต่ขอโทษเถอะ..แซงไปได้ไม่ไกล ดันเจอการซ่อมถนน แล้วเจ้าหน้าที่ก็ยกธงแดงแบบกระชั้นชิด บรรดารถ ๒ - ๓ คันด้านหน้าก็เบรกหยุดทันทีไปตาม ๆ กัน..!

    ขณะที่รถของเราพุ่งไปจนเกือบจะถึงรถคันท้ายสุดแล้ว แต่พลขับของเราหักซ้ายออกมาอย่างหวุดหวิด..! แล้วก็นำรถต่อไปจอดอยู่คันแรกเสียเลย ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตกใจของทุกคน กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่สงสัยว่า "ทำไมกูเลิกตกใจมานานขนาดนี้แล้ววะ..!?"

    เมื่อมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองชิกัตเซ คราวนี้มีปัญหา เพราะว่าเขาไม่ให้พวกเราลงจากรถ แต่ให้มายืนที่ประตูรถ ซึ่งเขาให้ขับไปจนจ่อกับกล้องวงจรปิด ถ่ายรูปทีละคน ๆ ทำเอาพวกเรารู้สึกขำก็ขำ ฉิวก็ฉิว ครั้นผ่านด่านมาได้แล้ว ประมาณเวลาเกือบ ๑ ทุ่มของเมืองจีน ก็มาถึง "วัดทาชิ ลุนโป" วัดใหญ่ประจำเมืองชิกัตเซ ซึ่งเป็นวัดที่สำคัญมากอีกวัดหนึ่ง

    ถ้าหากว่าวัดโจคังเปรียบกับวัดพระแก้วของบ้านเรา วัดทาชิ ลุนโปแห่งนี้ก็คงจะประมาณวัดโพธิ์นั่นเอง พวกเราต้องทำเวลาเป็นอย่างมาก เพราะว่าวัดจะเริ่มปิด จึงซื้อตั๋วแบบเร่งด่วน โดยที่พระฟรีอยู่รูปเดียว เข้าไปข้างในถ่ายรูปหมู่แล้ว ก็จ้ำพรวด ๆ เข้าไปเลย แต่การเดินจ้ำในพื้นที่สูง ๓,๙๐๐ เมตรแบบนี้ ทำเอาพวกเราหอบแฮ่ก ๆ แทบจะล้มประดาตายกันอยู่หลายคน..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,700
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,184
    ค่าพลัง:
    +26,971
    เมื่อไปถึงตัวอาคาร ซึ่งพระท่านกำลังทำวัตรเย็นกันอยู่ พระเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ต้องถอดรองเท้า แต่ขอโทษเถอะ..พระทิเบตท่านถอดทุกรูป กระผม/อาตมภาพจึงถอดรองเท้าด้วย กำลังจะล้วงเงินออกมา "ทิดเฟิร์ส" ก็ส่งเงินใบละ ๑ หยวนมาให้ปึกเบ้อเริ่ม กระผม/อาตมภาพจึงเดินถวายพระที่ท่านสวดมนต์อยู่ รูปละ ๒ หยวน เพิ่งจะถวายไปได้แถวเดียวจากด้านหลัง พระเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าต้องถวายจากด้านหน้า คงจะประมาณว่าให้ถวายตามพรรษากระมัง ?

    เมื่อถวายจนครบถ้วนแล้ว ก็ตรงมายังท่านที่เป็นประธานนั่งอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าอาวาส ท่านนั่งอยู่ในที่สูงกว่ารูปอื่น กระผม/อาตมภาพยกมือไหว้ท่าน แล้วก็วางเงินที่เหลือทั้งปึกลงตรงหน้าท่าน จากนั้นก็ส่งกล้องให้ "ทิดเฟิร์ส" บอกว่า "ถ่ายรูปให้หน่อย" อีกฝ่ายหนึ่งพอหันมาถึงกับตกใจว่า "ทำไมพระรูปนั้นถึงได้สว่างขนาดนี้..!" ครั้นถ่ายรูปออกมา ปรากฏว่าทั้งสองท่านในรูปนั้นสว่างแข่งกันโดยไม่ต้องใช้ไฟเลย..!

    เมื่อพวกเราทำบุญกันเสร็จแล้ว ก็เข้าไปทางห้องข้างที่มีพระประธานอยู่ สักการะและทำบุญแล้วค่อยเดินย้อนออกมา เจอ "หม่าม้า" และ "ไอ้อ้วน" หอบแฮ่ก ๆ อยู่หน้าศาลา ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าเอาชีวิตรอดมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร ?! "หม่าม้า" ส่งธนบัตรใบละ ๑๐๐ หยวนมาให้ บอกว่า "ร่วมทำบุญกับหลวงพ่อตรงนี้ทุกอย่าง" กระผม/อาตมภาพรับมาแล้วก็ชวนทุกคนเดินกลับ ขาลงค่อยยังชั่วหน่อย เพราะว่าไม่ต้องตะกายขึ้นที่สูงจนหายใจไม่ทันอีก..!

    มาถึงรถของเราแล้วก็รีบเดินทางไปยังโรงแรมที่พัก แต่ด้วยเหตุที่ว่าเมืองชิกัตเซนี้เป็นเมืองใหญ่ ก็เลยทำให้รถค่อนข้างที่จะติด กว่าจะมาถึงโรงแรม Jove Mountain Hotel ของเราได้ ก็เล่นเอาค่ำเลยทีเดียว เมื่อได้รับกุญแจเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพเข้าห้องมา เห็นว่าเวลาเกือบจะ ๒ ทุ่มตรง จึงรีบบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน คาดว่าญาติโยมทางเมืองไทยหรือต่างประเทศ คงจะรอกันชนิดแหงนคอรอคอยกันแล้ว..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...