บทความให้กำลังใจ(พบสุขเมื่อใจสงบ)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,290
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,709
    (ต่อ)
    ดังนั้น ในพุทธพจน์ที่ตรัสแสดงลำดับความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม พอได้สมาธิแล้ว สมาธินั้นก็เกื้อหนุนให้เกิดปัญญา ที่เรียกว่ายถาภูตญาณทัศนะ คือการรู้เห็นตามที่มันเป็น

    ที่รู้ได้อย่างนั้น ก็เพราะจิตที่เป็นสมาธินั้นไม่มีอะไรกวน ไม่มีกิเลสครอบงำ จึงไม่อยู่ใต้อิทธิพลของอคติเป็นต้น เมื่อมองดูหรือพิจารณาอะไร ก็มองและเห็นตรงไปตรงมาตามความเป็นจริงของมัน

    เมื่อจิตใจดีมีสมาธิเป็นที่ทำงานของปัญญาได้อย่างดีแล้ว ก็เป็นเรื่องของการที่จะพัฒนาปัญญาให้เจริญเป็นวิชชาจนถึงโพธิญาณ และลุถึงจุดหมายที่เป็นความสุขอย่างสูงสุดต่อไป

    ต้องระวังไว้บ้าง ไม่ให้เขวผิดทางไปเสีย
    ขอแทรกความรู้ประกอบในตอนนี้หน่อยหนึ่งว่า ปีติและความสุข หรือแม้แต่ปราโมทย์ ที่พูดถึงกระจายอยู่ในที่ต่างๆ นั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นของดีที่จะมาเข้าลำดับในชุดอย่างนี้ได้เสมอไป

    บางทีเป็นปีติและความสุข เป็นปราโมทย์ ที่ระคนปนเปอยู่กับเรื่องบาปอกุศลก็มี ได้แก่ปีติและความสุขที่เกี่ยวกับอามิส และเกิดจากกิเลส

    ตัวอย่าง เช่น โลภอยากได้อะไรอย่างหนึ่ง พอได้มาสมใจ ก็ปลื้มใจ มีความสุข อย่างนี้ก็เป็นปีติและสุขที่อิงอามิส

    บางทีมีโทสะแค้นเคืองจะประทุษร้ายเขา หรือโกรธเขา พอได้ทุบได้ตีได้ทำร้ายเขาสมใจตัว ก็ปลื้มใจ มีความสุข

    แม้แต่คนที่มีศัตรูเป็นคู่เวรกัน พอได้ข่าวว่าศัตรูตาย ก็โล่งใจ เกิดปราโมทย์ ยินดีปรีดา มีความร่าเริงบันเทิงใจมาก

    อย่างที่ว่ามานี้ ไม่ใช่เป็นปีติ ไม่ใช่สุข และไม่ใช่ปราโมทย์ ชนิดที่เป็นความเจริญก้าวหน้าในธรรม

    ปราโมทย์ ปีติ และสุขที่พึงประสงค์นั้น ไม่ต้องพึ่งพาหรือขึ้นต่ออามิส และไม่ต้องอาศัยกิเลส แต่เป็นอิสระ ทำให้จิตดีงามที่เป็นกุศลมีกำลังเข้มแข็ง

    แทรกความรู้วิชาการ
    ขอเสริมอีกนิด เป็นความรู้เชิงวิชาการสักหน่อยว่า ปราโมทย์ กับ ปีติ สองอย่างนี้บางทีรู้สึกว่าคล้ายๆ หรือใกล้เคียงกัน ดูที่อรรถกถาอธิบายไว้ ส่วนมากบอกว่า ปราโมทย์ ก็คือ ปีติอย่างอ่อนๆ10

    ถ้าถือว่าปราโมทย์คือปีติอ่อนๆ ทั้งปราโมทย์และปีติก็เป็นคุณสมบัติของจิต11 ที่เป็นได้ทั้งฝ่ายเวทนา และฝ่ายสังขาร

    ในแง่ที่เป็นเวทนานั้น ทั้งสองอย่างจัดเป็นสุขเวทนา

    แต่ในแง่ที่เป็นสังขาร คือดีชั่วที่ปรุงแต่งจิต ปีติ เป็นคุณสมบัติกลางๆ ที่เกิดได้กับจิตทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล12 แต่ ปราโมทย์ ที่เป็นอาการของจิตอันแสดงออกต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ก็คือมุทิตา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี เป็นสังขารฝ่ายกุศล13 เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งในพรหมวิหาร ๔

    ดูต่อไปอีก ตามหลักในเรื่องการเจริญอานาปานสติแบบที่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ไปด้วย ที่เรียกว่าอานาปานสติ ๑๖ ฐาน จะเห็นว่า เรื่องปีติ และ สุข ท่านจัดไว้ในเวทนานุปัสสนา14 แต่การทำจิตให้ปราโมทย์ จัดเข้าในจิตตานุปัสสนา15

    ที่ยกเรื่องนี้มาพูดเสียยืดยาวนั้น ก็ด้วยอยากจะให้ไม่เน้นปราโมทย์ในแง่ปะปนกับปีติ ที่เป็นสภาวะฝ่ายเวทนา

    แต่อยากจะให้มองปราโมทย์ในแง่ที่เป็นอาการแสดงออกของจิตที่ดีงามเป็นกุศล

    ธรรมชาติของจิตเองนั้นเปล่งปลั่ง
    ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นย้ำบ่อยมาก ให้เรามีจิตใจและทำจิตใจให้ปราโมทย์ คือให้ร่าเริงเบิกบานสดชื่นแจ่มใส

    มองดูง่ายๆ จิตใจที่มีปราโมทย์อย่างที่ว่านี้ ก็คือตรงข้ามกับจิตใจที่ขุ่นมัวเศร้าหมองหงุดหงิด หรือหดหู่ซึมเซาเหงาหงอย ซึ่งเป็นจิตไม่ดี ที่เปิดช่องให้อกุศลทั้งหลายเข้ามา

    จิตที่ขุ่นข้องอย่างนั้นจะกีดกั้นกุศลความดีงามต่างๆ ไม่ให้เจริญงอกงาม ไม่เหมาะไม่พร้อมที่จะใช้งาน ปิดกั้นความเจริญของปัญญา

    แต่จิตใจที่มีปราโมทย์ ร่าเริงเบิกบานสดใส แสดงว่าไม่มีอกุศลหรือตัวก่อกวนร้ายๆ เข้ามาครอบงำแทรกแซง จิตเป็นตัวของมันเอง และเป็นจิตที่เปิดโล่งโปร่งเบาสะอาดหมดจด อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ซึ่งเอื้อต่อการเจริญพัฒนาของกุศลหรือคุณสมบัติที่ดีงามทั้งหลาย

    จิตมีปราโมทย์เป็นจิตที่แข็งแรงมีกำลัง เหมาะและพร้อมที่จะใช้งาน เอื้อต่อการที่ปัญญาจะทำงานคิดพิจารณาและพัฒนาเจริญงอกงาม ดังนั้น จิตที่ปราโมทย์จึงดีอย่างยิ่ง

    มีพุทธพจน์ที่หลายคนคุ้นๆ ตรัสถึงสภาวะของจิตไว้ว่า16 “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ” แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร (ผ่องใส ผุดผ่อง หรือเปล่งปลั่ง)”

    ที่ว่าประภัสสร หรือผ่องใส ก็คือสะอาด บริสุทธิ์ นี่คือสภาพของจิตใจตามธรรมชาติของมันเอง

    แล้วตรัสต่อไปอีกว่า “ตฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺํ” แปลว่า “แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้ว ด้วยอุปกิเลสที่จรมา”

    หมายความว่า: จิตใจที่ใสผ่องนั้น ขุ่นหมองไปเสีย เพราะสิ่งสกปรกที่เป็นของแปลกปลอมเข้ามา (คนที่เป็นเจ้าของจิตใจนั้นแหละ เอาของเสีย คือกิเลสและความทุกข์ ใส่เข้าไป)

    ยังไม่จบแค่นั้น พระองค์ตรัสต่อไปอีกว่า “ตํ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ยถาภูตํ นปฺปชานาติ, ตสฺมา อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส จิตฺตภาวนา นตฺถีติ วทามิ”

    แปลว่า: “ปุถุชนผู้ขาดสุตะ (ไม่ได้เล่าเรียน ขาดความรู้ ไม่มีการศึกษา) ไม่รู้จักจิตนั้นตามที่มันเป็น ฉะนั้น ปุถุชนผู้ขาดสุตะ จึงไม่มีจิตตภาวนา (การพัฒนาจิตใจ) - เราย่อมกล่าวฉะนี้”

    ในทางตรงข้าม พระองค์ตรัสว่า “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺตํ, ตํ สุตวา อริยสาวโก ยถาภูตํ ปชานาติ ตสฺมา สุตวโต อริยสาวกสฺส จิตฺตภาวนา อตฺถีติ วทามิ”

    แปลว่า: “ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร, แลจิตที่ประภัสสรนั้นแล พ้นไปได้ จากอุปกิเลสที่จรมา, อริยสาวกผู้มีสุตะ (ผู้ได้เล่าเรียนมีความรู้, ผู้มีการศึกษา) รู้ชัดจิตนั้นตามที่มันเป็น ฉะนั้น อริยสาวกผู้มีสุตะ จึงมีจิตตภาวนา (การพัฒนาจิตใจ) - เราย่อมกล่าวฉะนี้”

    ขออธิบายประกอบเล็กน้อยว่า พระพุทธเจ้าตรัสบอกให้เรามองดูความจริงที่ว่า จิตนั้นตามธรรมชาติของมันเอง เป็นสภาวะที่บริสุทธิ์ แต่ที่มันขุ่นมัวเศร้าหมองไปต่างๆ นั้น เป็นเพราะอุปกิเลสคือสิ่งสกปรกที่โผล่เข้ามา17

    (เหมือนท้องฟ้าเองโล่ง ส่วนพวกเมฆ หมอก ฝุ่น ควัน เป็นของโผล่จรแปลกปลอมมา)

    พูดง่ายๆ ว่า: กิเลสเป็นของแปลกปลอม ไม่ใช่เป็นเนื้อเป็นตัวของจิต

    ในเมื่อจิตเองเป็นสภาวะบริสุทธิ์ และสภาพขุ่นมัวทุกข์โศกเศร้าหมองเป็นของจรมา การพัฒนาชำระล้างทำจิตใจให้ใสสะอาดผุดผ่อง จึงเป็นไปได้

    (ถ้ากิเลสและความทุกข์เป็นเนื้อตัวอยู่ในจิตเองแล้ว การพัฒนาทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้)

    เมื่อจิตใจขุ่นมัวทุกข์โศกเศร้าหมองเพราะของสกปรกที่จรมา จิตใจก็หลุดรอดปลอดพ้นจากของสกปรกเหล่านั้นได้ แล้วมันก็จะสะอาดแจ่มใสบริสุทธิ์ผุดผ่องตามธรรมชาติของมัน

    พวกปุถุชนที่ขาดการศึกษา เมื่อไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตอย่างนี้ ก็ปล่อยตัวให้ถูกกิเลสบงการ ถูกทุกข์รังควาญ ก่อปัญหากันวุ่นวาย ไม่คิดที่จะพัฒนาจิตใจให้ดีงามมีความสามารถตามศักยภาพของมัน ให้จิตปลอดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ เพื่อให้มีความสุขที่แท้และเป็นอิสระ

    แต่อริยสาวกผู้มีการศึกษา ได้เรียนรู้หลักความจริง เข้าใจธรรมชาติของจิตที่เป็นสภาวะจำรัสเจิดจ้า และรู้ทันประดากิเลสและทุกข์ภัยทั้งหลายแล้ว ก็ดำเนินไปในมรรคาแห่งการพัฒนาจิตใจ ให้เป็นอิสระหลุดพ้นจากอิทธิพลครอบงำบงการของกิเลสและความทุกข์ที่เป็นสภาพขุ่นมัวทุกข์โศกเศร้าหมองทั้งมวล จนลุถึงความสุขเกษมศานต์ที่แท้จริงและยั่งยืนนาน

    ประภัสสร สะท้อนสู่ ปราโมทย์
    พูดได้ว่า ปราโมทย์นี้แหละเป็นอาการแสดงออกของจิตใจในภาวะที่ใกล้กับธรรมชาติของมันเอง

    บอกแล้วว่า สภาวะของจิตตามธรรมชาติของมันเองเป็น “ประภัสสร” คือ เปล่งปลั่ง เจิดจ้า บริสุทธิ์ ผุดผ่อง

    จิตที่อยู่ใกล้สภาวะของมันอันเป็นประภัสสรนั้น แสดงได้พลันซึ่งอาการที่เป็น “ปราโมทย์” คือ ร่าเริง สดชื่น เบิกบาน

    (ที่ว่า “ใกล้” คือยังไม่ต้องถึงกับหมดกิเลสสิ้นเชิง)

    อย่างที่พูดไปแล้วว่า จิตที่มีปราโมทย์ สดใส ร่าเริง บันเทิง เบิกบานใจ เป็นจิตที่ปลอดโปร่งมีพลัง ไม่ถูกอกุศลครอบงำหรือรบกวน แต่ช่วยปิดกั้นกันพวกอกุศลออกไป พร้อมกันนั้นก็เปิดโอกาสให้กุศลธรรมและความสุขเจริญงอกงาม ก้าวไปในการพัฒนาได้เป็นอย่างดี

    ทีนี้ เมื่อพัฒนาจิตใจนั้นคืบหน้าไป ขณะที่คุณสมบัติและสมรรถนะต่างๆ จะทยอยกันเกิดและเจริญเพิ่มพูนขึ้นมานั้น อาการแสดงที่เป็นคุณภาพของจิตใจ ๕ อย่าง ก็ปรากฏขึ้นมา เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความก้าวหน้าในการพัฒนานั้น ดังที่เคยบอกไปแล้ว ซึ่งขอทวนอีกทีหนึ่ง คือ

    ๑. ปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกบานใจ

    ๒. ปีติ ความอิ่มใจ ปลื้มใจ

    ๓.ปัสสัทธิ ความสงบเย็น ผ่อนคลายกายใจ

    ๔. สุข ความฉ่ำชื่นรื่นใจ

    ๕.สมาธิ ความมีใจมั่นแน่ว อยู่ตัว ได้ที่ ไม่มีอะไรกวน

    ไม่ต้องพูดถึงคุณสมบัติอื่นๆ ที่จะตามมา แม้เพียงแค่ ๕ อย่างนี้ ชีวิตก็แสนจะดีคุ้มค่าแล้ว

    ผู้ที่เบิกบานสดใส จะถึงความเกษมศานต์
    ถึงตอนนี้ แม้จะพอแล้ว แต่ขอแถมพระพุทธดำรัสที่ตรัสสอนพระสงฆ์ไว้ สำหรับศึกษาเป็นคติในการพัฒนาชีวิตต่อไป

    พระองค์ตรัสเป็นคาถา แปลมาพอให้ฟังกันได้ความ ดังนี้18

    เธอทั้งหลาย ผู้ที่ตื่นอยู่ จงสดับ ผู้ที่หลับอยู่ ก็จงตื่น ตื่นดีกว่าหลับ เพราะว่าภัยไม่มีแก่ผู้ตื่น (=ผู้ไม่ประมาท)

    ผู้ใดตื่นอยู่ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีใจมั่นเป็นสมาธิ เบิกบาน ผ่องใส หมั่นไตร่ตรองพิจารณาธรรมให้ถ่องแท้ถูกชัด ตามกาลโอกาส ผู้นั้นมีใจแน่วเป็นหนึ่งเดียวแล้ว พึงกำจัดเสียได้ซึ่งความมืดมนแห่งอวิชชา

    เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุพึงอยู่กับธรรมที่จะนำใจให้ตื่น เธอมีความเพียร มีปัญญาครองตน เป็นผู้ที่ได้ฌาน ตัดกิเลสที่ผูกรัดตัวไว้กับความเกิดแก่ได้แล้ว จะได้สัมผัสสัมโพธิอันยอดเยี่ยม ในอัตภาพนี้เลยทีเดียว

    แล้วก็ขอจบลงด้วยคาถาแห่งความปราโมทย์ ที่ตรัสว่า

    ปาโมชฺชพหุลา โหถ เขม ปตฺเถถ ภิกฺขโว19

    ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงเป็นผู้มากด้วยความเบิกบานสดใส พึงปรารถนาความเกษมเถิด ดังนี้แล
    :- https://www.watnyanaves.net/th/book-full-text/366

     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,290
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,709
    7 วิธีดูแลสุขภาพจิต สร้างอารมณ์ดี ชีวิตมีความสุข
    โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขอเชิญชวนทุกคนร่วมดูแลสุขภาพจิตใจของตนเองและคนใกล้ชิดให้เข็มแข็งและสามารถมีความสุขได้ด้วยตนเอง

    1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว
    หมั่นใช้เวลาในการกระชับความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เพื่อนบ้าน

    2. ดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง
    ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เดิน โยคะ เต้น ขี่จักรยาน หรือแม้แต่การทำสวน จะช่วยเสริมอารมณ์และปรับสุขภาพให้ดีขึ้นได้ รวมถึงรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดื่มน้ำให้เพียงพอ อีกทั้งนอนหลับอย่างเพียงพอด้วย

    3. เรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา
    ทักษะความสามารถหรือความรู้ใหม่ ๆ จะช่วยให้รู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จในการทำสิ่งนั้น ๆ และเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยอาจเริ่มจากการทำงานอดิเรกหรือศาสตร์ที่ตนสนใจ เช่น ทำอาหาร เล่นดนตรี เย็บปักถักร้อย เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ช่วยให้เข้าถึงความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น และมีหลักสูตรอบรมออนไลน์ที่คอยอำนวยความสะดวกให้เลือกมากมาย

    4. หลีกเลี่ยงสารที่เป็นอันตราย
    อย่าใช้สารที่เป็นอัตราย เช่น ยาเสพติด แอลกอฮอล์ บุหรี่ เพื่อรับมือกับความรู้สึก แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นในระยะสั้น แต่มันก็สามารถทำให้รู้สึกแย่ลงในระยะยาว อีกทั้งสารเหล่านี้ยังเป็นอันตรายที่ทำให้ทั้งตัวเราและคนรอบข้างเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายหรือบาดเจ็บได้

    5. กำหนดเป้าหมายและลำดับความสำคัญ
    ตั้งเป้าหมายในชีวิต การใช้ชีวิตอย่างไร้แผนการและไร้จุดมุ่งหมายอาจทำให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลต่อชีวิตในอนาคต จึงควรตั้งเป้าหมายในระยะยาว เพื่อช่วยให้ตระหนักว่าสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบันนั้นมีความหมาย และมีกำลังใจที่จะทำต่อไปเพื่อบรรลุในสิ่งที่มุ่งหวัง ซึ่งอาจเขียนเป้าหมายต่าง ๆ ลงบนกระดาษ เช่น การพัฒนาด้านการศึกษา อาชีพ หรือบุคลิกภาพ เป็นต้น และจัดสรรเวลาเพื่อฝึกฝนหรือทำตามเป้าหมายในแต่ละวันอย่างพอดี เพื่อไม่ให้กดดันตัวเองมากเกินไป

    6. เน้นคิดในเชิงบวกและฝึกขอบคุณตัวเอง
    พยายามคิดในแง่บวก ยิ้มและบอกขอบคุณตัวเองทุกวัน ปฏิบัติกับตัวเองอย่างเคารพและเมตตา เห็นคุณค่าในตัวเอง หลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือด้อยค่าตัวเอง

    7. ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเมื่อจำเป็น
    หากมีปัญหาควรบอกเล่าให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวฟัง เพื่อระบายความรู้สึก เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น และเพื่อให้สามารถหาทางแก้ไขไปด้วยกัน โดยไม่ควรแบกรับปัญหาไว้คนเดียว แต่หากไม่อยากเล่าให้คนรอบข้างฟัง อาจเลือกปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญผ่านการโทรศัพท์ไปยังสายด่วนสุขภาพจิต 1323
    :- https://chulabhornchannel.cra.ac.th/health-articles/36887/
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,290
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,709
    sundown.jpg
    เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า: การสั่งสมบุญกุศลในชีวิต
    บทความนี้พูดถึงความสำคัญของการสั่งสมบุญกุศลในชีวิตประจำวัน เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของการลดลงของอายุขัย และเตือนให้เราไม่ประมาทในการใช้ชีวิต
    เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปหนึ่งวัน อายุขัยของเราก็ลดลงอีกหนึ่งวันเช่นกัน ผู้ไม่ประมาทจึงรีบสั่งสมบุญกุศล เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึงหรือไม่
    ยสวํโส ภิกขุ
    :- https://www.dmc.tv/card/18093

     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,290
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,709
    Buddha4.jpg
    ผู้ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย
    ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พราหมณ์คนหนึ่งได้กราบทูลความเห็นของตนต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าสัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดา ผู้ที่ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตายนั้นไม่มี

    พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า มีทั้งผู้ที่สะดุ้งกลัวต่อความตาย และไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย ผู้สะดุ้งกลัวต่อความตาย เพราะเป็นทุกข์ ร้อนใจกับบาปอกุศล ที่ตนได้ผิดพลาดกระทำไว้ ผู้ที่ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย เพราะไม่มีความทุกข์ร้อนใจ มีแต่ความสุขใจที่ได้ประกอบแต่กรรมดีไว้

    พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโย เคยให้โอวาทไว้ว่า ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่เรียนมาในโลกนี้ ช่วยอะไรเราไม่ได้เลย ในยามที่เราอยู่บนเตียงผู้ป่วย แต่บุญบารมีที่สั่งสมโดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไขสามารถช่วยเราได้ แม้ต้องถอดกายไปตอนนี้ ก็ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยเพราะเรารู้ว่า มีกายใหม่ที่สวยสดงดงาม มีสถานที่ที่งดงามรอเราอยู่

    ท่านทานบดีทั้งหลาย ได้ตั้งใจมาสั่งสมบุญในวันนี้ชื่อว่า ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท.
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10191
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,290
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,709
    แคปชั่นสู้ชีวิตฮาๆ ตลกๆ
    • เลิกทุกข์ได้แล้ว ขนาดมะม่วงยังสุกเลย
    • ยิ้มให้ออก แล้วจงบอกกับตัวเองว่าสู้เว้ย
    • รถเมล์ยังมีล้อ แต่ถ้าเธอท้อยังมีเรานะ
    • ชีวิตต้องสู้ เพราะกู้มาเยอะ
    • ไม่ขอสู้กับใคร เพราะเป็นคนน่ารัก ไม่ใช่นักมวย
    • สู้ชีวิตมาก แต่ชีวิตดันสู้กลับ
    • เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทน เพราะความจนมันน่ากลัว
    • สู้งาน สู้ชีวิต แต่ไม่คิดสู้แฟนนะ
    • ที่เรายอมถอย เพราะเข้าซอยผิดหรอกนะ
    • สุดท้ายแล้วคนที่คิดจะไปให้ไกล คือต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง
    • ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตให้ถูกใจใคร แค่ใช้ชีวิตให้ถูกหวยสักใบก็พอ
    • ทุกการเติบโต "ชุดจะเริ่มแน่นเสมอ"
    • ชีวิตเราอาจไม่ดีเท่าคนอื่น แต่ปากเราดีกว่าคนอื่นแน่นอน
    • วันไหนที่ "หมดไฟ" จงท่องเอาไว้ "กินชาเขียวต้องใช้เงิน"
    • เราไม่ได้ขี้เกียจทุกวันจันทร์ แต่เราขี้เกียจทุกวันเลย
    • อยากหยุดทำงานสักปี แต่ดูเงินในบัญชี #ทำแล้ว #ทำอยู่ #ทำต่อ ค่าา
    • จุดแข็ง : สู้งาน จุดอ่อน : งานมันสู้กลับ
    • ฝากถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะคะ ถ้าไม่คิดจะช่วยเหลือกัน วันหลังก็หาน้ำกินเอง
    • เซฟโซนเดียวที่อยากมี คือตู้เซฟดีๆ แถมเงินสักล้าน
    • เพ้อฝันมันไม่มีอยู่จริง ลงมือทำสักวันคงได้มา
    • มีสติกับทุกเรื่อง...แล้วมันจะผ่านไปได้
    • เรื่องร้ายๆ ที่เข้ามา จะเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเวลาผ่านไป
    • แสงของวันใหม่ มาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ เสมอ
    • ความหวัง คือสิ่งเดียว ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อได้
    • ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องราว “สมหวัง” หรือ “ผิดหวัง” ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง
    • เหนื่อยแค่ไหน เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป
    • เหนื่อยกับชีวิต แต่ไม่เคยคิดยอมแพ้
    • แค่รู้ได้ทำเพื่อใคร เหนื่อยแค่ไหนใจก็สู้
    • หากวันนี้เหนื่อยและท้อ พรุ่งนี้สู้กันใหม่ด้วยใจที่มีหวัง
    • จะสู้จนกว่าจะล้ม จะไม่ก้มจนกว่าจะแพ้
    • ล้มเหลวให้มันชิน เมื่อถึงคราว win จะได้รู้ที่มา
    • ทุกปัญหามีทางแก้ ทุกเรื่องแย่มีทางออกเสมอ
    • ถ้าเรารอจนกว่าจะพร้อม เราจะต้องรอไปตลอดชีวิต
    • ถึงจะไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเรา แต่เราจงเชื่อมั่นในตัวเราเอง
    • เมื่อต้นทุนของเรามีน้อย ก็ค่อยๆ พยายามต่อไป
    • อย่าอายที่คุณต้องดิ้นรน เพื่อสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต
    • โอกาสเกิดขึ้นเองไม่ได้ แต่คุณต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา
    • เชื่อเถอะว่าคุณทำได้ คุณมาเกินครึ่งทางแล้ว
    • ความสำเร็จเกิดจากความพยายามเล็กน้อย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆ วัน

    :- https://women.trueid.net/detail/VBY927z7z4NB
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,290
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,709
    LotusAboveWater.jpg
    สภาวะ แห่ง “ว่าง” อาการ แห่ง การไหลเรื่อย ความวุ่น ความว่าง
    ไม่ว่าในเรื่อง “ความว่าง” ไม่ว่าในเรื่อง “ความวุ่น” สามารถประสบพบเจอได้ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
    เพียงแต่จะ “มอง” อย่างไร

    มองอย่างที่ตาเห็น มองอย่างที่ใจคิด มองตามความเป็นจริงเบื้องหน้า หรือมองทะลุทั้งความว่างและความวุ่น
    เลยออกไป

    สิ่งที่ท่านพุทธทาสภิกขุบรรยายมาอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องของ “โลกุตตระ” อย่างเด่นชัด แต่ก็มิได้แยกห่างไปจากเรื่องของ “โลกียะ”

    เราผ่านรายละเอียดในเรื่อง “สาม ก.” มาแล้ว กิน กาม เกียรติ

    ขณะเดียวกัน เรายังได้สัมผัสเข้ากับอุปมาแห่ง “สาม ส.” อันเป็นความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง นั่นก็คือ สะอาด สงบ สว่าง

    เรารู้ว่า 2 ส่วนนี้ “สัมพันธ์” กัน

    คำถามอยู่ที่ว่า เราจะทำความเข้าใจกับ กิน กาม เกียรติ อย่างไร คำถามอยู่ที่ว่า เราจะนำเอาความล้ำเลิศแห่ง สะอาด สงบ สว่าง มาทำความเข้าใจอย่างไร
    นี่เป็นเรื่องอย่าง “เหนือโลก” และแนบแน่นอยู่กับ “โลก”

    ไม่ว่าเรื่องว่าง ไม่ว่าเรื่องวุ่น เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งของโลก แต่เมื่อศึกษามากขึ้นๆ ก็มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องทะยานขึ้นไปมองจากข้างบนลงมา
    ถ้าพูดว่า “ว่าง” แล้วหมายว่าไม่มีอะไรนั้นเป็นความว่างของเด็กๆ เป็นความรู้สึกนึกคิดอย่างเด็กๆ แต่การมองให้เห็นว่าเป็นของว่างก็ยังดีกว่าเห็นว่ามีอะไรมากๆ

    เพราะความว่าง ความไม่มีอะไรนี้มันก็เป็นความจริงอยู่ส่วนหนึ่งเหมือนกัน

    แต่คนไม่กล้าคิดไปในทำนองว่าว่างเพราะเขาเคยชินมาตั้งแต่เล็ก ยึดถือแต่เรื่องจะมีนั่น มีนี่ รักนั่น รักนี่ เกลียดนั่น เกลียดนี่ พอพูดว่าว่างก็กลัว สะดุ้งกลัว มีจิตใจกลัวเหมือนกลัวตาย

    กลัวคำว่าว่างเหมือนกับกลัวความตาย

    ก็เข้าใจคำว่า “ว่าง” นี้ไม่ได้ แล้วก็เลยไม่สนใจคำนี้อีกต่อไป เลิกกัน เขาจึงไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้

    คือ ไม่รู้เรื่อง “ความว่าง” ขึ้นไปตามลำดับๆ จนถึงว่างที่สุด คือ “นิพพาน”

    พุทธภาษิตว่า “นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง-ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน” ก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกคน

    แต่ไม่เข้าใจ


    ว่างเด็ดขาดก็เป็นพระอรหันต์ ว่างไม่เด็ดขาดก็อย่างที่พระอริยเจ้ารองๆ ลงมา แม้แต่เราปุถุชนธรรมดาชั้นดีหน่อยก็ยังมีว่างอยู่บ้าง

    ถ้าว่างเด็ดขาดก็ไม่มีทุกข์เลย ก็เป็น “นิพพาน”

    ถ้าว่างยังไม่เด็ดขาด ยังกลับไปกลับมาอีก ก็เป็น “พระอริยเจ้า” รองๆ ลงมา กระทั่งเป็น “ปุถุชน” ชั้นดี

    นี่ก็ยังดีกว่าไม่ว่างเสียเลย

    ฉะนั้น ถ้าเห็นโทษของความวุ่นอยู่ก็รักความว่างมากขึ้น คือ พอใจในความว่างมากขึ้น ก็คือพอใจใน “นิพพาน”

    ดังนั้น ในมุมกลับเราดูที่ความวุ่นก็ได้ ดูที่ความทุกข์ทรมานก็ได้ แล้วจิตจะน้อมไปหา “ความว่าง” เอง

    การทำ “วิปัสสนา” นั้นดูที่ความทุกข์ก็ได้ หรือจะดู “นิพพาน” คือ ความว่างเป็นอารมณ์ก็ได้ สลับสับเปลี่ยนกันไปตามเรื่อง ตามความเหมาะสม นี่เรียกว่าเป็นผู้รู้ “พระนิพพาน” คือสิ่งที่ว่างที่สุด เป็นการชิมลางไปก่อนแล้วจึงค่อยๆ แน่นแฟ้นมากขึ้น

    เรานั่งหรือนอนอยู่ในที่ที่มีอะไรมากลุ้มรุมให้เราเกิดความยึดถือ เช่น ไปที่ชายทะเล ไปที่ภูเขา ไปในป่า ในดง ฯลฯ มันไม่มีอะไรยั่วให้เกิดความรู้สึกที่เป็นความวุ่นเราก็รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก

    นี่มันก็เป็นตัวอย่างหรือเป็นพยานที่เพียงพอแล้วว่าเรื่องว่างนั้นถูกแน่

    มันว่างได้เพราะไม่มีอะไรมาเป็นเหตุให้เรายึดถือ คือ ไม่มีอะไรมาทำให้จิตกระเพื่อมเป็น ราคะ โทสะ โมหะ เราจึงว่างอยู่ เราจึงสบาย

    ฉะนั้น การเสพคบกับที่สงัด เช่น ป่า ภูเขา หรือทะเล ฯลฯ ได้บ้างนี้ก็ดี ช่วยให้ได้ชิมลองความว่าง ถ้าเกิดติดใจก็จะขวนขวายต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ความว่าง” ขึ้นมาได้โดยไม่รู้สึกตัว ฉะนั้น การไปเที่ยวป่า ทะเล ภูเขา ฯลฯ บ่อยๆ อย่างนี้ดี

    นอกจากพักผ่อนทางร่างกายแล้วมันยังสอนเรื่องความว่างนี้ไปในตัว
    จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าเรื่องสุข ไม่ว่าเรื่องทุกข์ ล้วนวนเวียนอยู่โดยรอบกับความว่าง ล้วนวนเวียนอยู่โดยรอบกับความวุ่น

    เป็นเรื่องของ “โลก” เป็นเรื่องของ “เหนือโลก”

    เจตนาของท่านพุทธทาสภิกขุที่เน้นย้ำในเรื่องของ “ความว่าง” อย่างเปรียบเทียบกับ “ความวุ่น” จึงเพื่อความเข้าใจ

    เข้าใจในเรื่อง “โลก” เข้าใจในเรื่อง “เหนือโลก”
    :- https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_13628
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    61,290
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,709
    LP_Paisal_with_cat_square_300x300.jpg
    พบสุขเมื่อใจสงบ

    หลวงพ่อไพศาล วิสาโล
    8 ม.ค. 67 - พบสุขเมื่อใจสงบ : คนเราถ้าได้เข้าถึงความสุขที่เกิดจากความสงบ มันก็ไม่มีความรู้สึกที่จะต้องไล่ล่าหาสิ่งเร้า หรือว่าแสวงหาอะไรใหม่ๆ เพื่อมาปรนเปรอความสุข และความสุขที่เกิดจากความสงบ แม้ว่ามันจะเกิดได้ยาก แต่ว่ามันก็ยั่งยืนกว่า

    และการภาวนา การเจริญสติ การทำกรรมฐาน มันคือการพาเราให้เข้าถึงความสุขที่ประณีตคือความสงบ เป็นความสุขที่เงินซื้อไม่ได้ แล้วก็ใครให้ก็ไม่ได้ เป็นความสุขที่แม้แต่จะหาก็ยังหาไม่ได้เลย แต่เกิดจากการทำ ทำให้มีขึ้น

    หรือจะไปหาความสงบก็ได้เหมือนกัน จากสถานที่ๆ สงบ แต่ถ้าวางจิตไม่ถูก มันก็ยังคิดฟุ้งปรุงแต่ง ห่วงโน่นห่วงนี่ เหมือนกับนักธุรกิจแม้จะไปอยู่ในที่ๆ มันสงบ ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณโทรศัพท์ มีแต่เสียงธรรมชาติ แต่ว่าใจเขาก็ไม่สงบ เพราะว่าเขายังห่วงงาน บางคนก็ห่วงลูก ห่วงครอบครัว บางทีก็กังวลสารพัด จนนอนไม่หลับก็มี ความสงบแบบนี้ มันไม่ได้เกิดจากการที่ไปหาแล้วเจอ

    บางคนมักจะพูดว่า ไปหาความสงบ แต่ความสงบที่ได้มาจากการหา มันเปราะบางมาก คนที่มาหาความสงบที่นี่อย่างที่วัด บางทีก็ผิดหวัง เช่น เจอเสียงดังเมื่อ 2-3 วันก่อน มีเสียงกระหึ่มจากงานเลี้ยงทำบุญบ้าน หรือบางทีก็มีงานศพ มีงานฉลองสารพัด หรืออาจจะเจอผู้คนที่ไม่น่ารักน่าระอา ก็ทำให้ใจไม่สงบได้

    ความสงบที่เกิดจากการหามามันเปราะบาง แต่ความสงบที่เกิดจากการทำขึ้นมา ทำด้วยสติ ทำด้วยสมาธิ ทำด้วยปัญญา อันนี้จะเป็นความสงบที่มั่นคงกว่า ถึงแม้ว่ามันก็ตกอยู่ภายใต้ อนิจจัง คือความไม่เที่ยง แต่ว่าตราบใดที่คนเรามีความสามารถในการรักษาใจให้สงบ แม้ว่าใจกระเพื่อม แต่ว่าก็สามารถจะกลับมาเป็นปกติสงบได้ไว

    และพอสงบได้แล้ว การอยู่แบบเรียบง่าย การอยู่แบบไม่เป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ ใครเขาจะได้อะไรมา แต่เราก็ไม่สนใจจะได้ เพราะว่าความสุขของเราไม่ได้อยู่ที่การได้ ไม่ได้อยู่ที่การมีด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่ความสงบ ซึ่งเกิดจากการทำอันนี้มันยั่งยืนกว่า
    :- https://watpasukato.podbean.com/e/25670108pm-พบสุขเมื่อใจสงบ/
     

แชร์หน้านี้

Loading...